วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556




Chocolate



               ช็อกโกแลต หรือ ช็อกโกเลต (Chocolate) คือ ผลิตผลที่ได้มาจากเมล็ดของต้นโกโก้เขตร้อน ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม ลูกอม คุกกี้ เค้ก หรือว่าพาย ช็อกโกแลตถือได้ว่าเป็นของหวานอย่างหนึ่งที่ถูกใจคนทั่วโลก


               ช็อกโกแลตทำจากการหมัก คั่วและบดอย่างละเอียดของเมล็ดโกโก้ซึ่งได้มาจากต้นโกโก้เขตร้อน (tropical cacao tree) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากอเมริกากลางและเม็กซิโก ต้นโกโก้นั้นถูกค้นพบโดยชาวอินเดียนแดงและชาวอัซเตก (Aztecs) แต่ในปัจจุบันได้แพร่กระจายและปลูกไปทั่วเขตร้อน เมล็ดของต้นโกโก้นั้นมีรสฝาดที่เข้มข้นมาก ผลผลิตของเมล็ดโกโก้รู้จักกันในนาม "ช็อกโกแลต" หรือบางส่วนของโลกในนาม "โกโก้"
ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้รู้จักภายใต้หลายชื่อแตกต่างกันไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก ในอเมริกา อุตสาหกรรมช็อกโกแลตได้จำกัดความไว้ว่า
โกโก้ (cocoa) คือเมล็ดของต้นโกโก้
เนยโกโก้ (cocoa butter) คือไขมันของเมล็ดโกโก้
ช็อกโกแลต (chocolate) คือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของต้นโกโก้และเนยโกโก้
ช็อกโกแลตคือส่วนผสมระหว่างเมล็ดของฝักถั่วโกโก้และเนยโกโก้ ซึ่งได้ผสมน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ และถูกทำให้อยู่ในรูปของแท่งและรูปอื่น ๆ
เมล็ดของต้นโกโก้นอกจากทำเป็นช็อกโกแลตได้แล้วยังสามารถทำเป็นเครื่องดื่มได้ด้วย เช่น ช็อกโกแลตร้อน เครื่องดื่มช็อกโกแลตนั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวอัซเตก (Aztecs) หลังจากนั้นโดยชนเผ่าอินเดียนแดงและชาวยุโรป
บ่อยครั้งที่ช็อกโกแลตมักจะถูกทำให้อยู่ในรูปของสัตว์ต่าง ๆ คน หรือวัตถุในจินตนาการ เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น รูปกระต่าย รูปทรงไข่ในเทศกาลอีสเตอร์ รูปของเหรียญหรือซานตาคลอสในเทศกาลคริสต์มาส และรูปทรงหัวใจในเทศกาลวาเลนไทน์



    ช็อกโกแลตดำ

ช็อกโกแลตดำ (dark chocolate) คือช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกเป็นช็อกโกแลตธรรมดา แต่ว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเป็นช็อกโกแลตหวาน และกำหนดให้มีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 15% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 35% ช็อกโกแลตดำมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ป้องกันมิให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุของโรคหัวใจเลือดตีบ และช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัว สาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด และป้องกันความดันโลหิตสูง



    ช็อกโกแลตนม

ช็อกโกแลตนม (milk chocolate) คือช็อกโกแลตที่ผสมนมหรือนมข้นหวาน รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดว่าหากจะเรียกว่าช็อกโกแลตนม ต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 10% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 25%

ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ (cocoa butter) นม และยังเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สำหรับแต่งหน้าขนมได้เป็นอย่างดี ช็อกโกแลตนมที่ทำในประเทศสหรัฐฯ ต้องประกอบด้วยน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 10% และนมที่ไม่ได้เอามันเนยออก 12%



    Chocolate Liquor

เป็นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นำมาบดละเอียด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ น้ำช็อกโกแลตนี้สามารถทำให้เย็นและทำให้แข็งตัวโดยใส่พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็นชนิดที่ไม่หวาน น้ำช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์ประมาณ 53% กลมกล่อม



    ช็อกโกแลตกึ่งหวาน
ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet) อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่เนยโกโก้ลงไปด้วย สีของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ จะมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27% ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสชาติความหวานเล็กน้อย และกลมกล่อมลิ้นอย่างมากก



    ช็อกโกแลตหวาน
ช็อกโกแลตหวาน (sweet chocolate) ช็อกโกแลตชนิดนี้จะเพิ่มความหวานลงไปมากกว่าช็อกโกแลตแบบหวานน้อย และมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 15 % ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำขนมและตกแต่งขนม และยังมีไขมันเท่า ๆ กับช็อกโกแลตแบบหวานน้อย NA KA



    ช็อกโกแลตขาว
ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) ชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ที่อยู่ในรูปของไขมัน แต่จะประกอบไปด้วยน้ำตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่กลิ่นวานิลลาลงไปด้วย ช็อกโกแลตขาวนี้จะแตกหักง่าย หากเป็นของปลอมจะทำมาจากน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้



    Liquid Chocolate

เป็นช็อกโกแลตที่ไม่หวาน ส่วนใหญ่จะบรรจุขายเป็นขวด ขวดละ 1 ออนซ์ และเนื่องจากมันไม่ละลายจึงสะดวกในการใช้มาก โดยพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้ทำขนมอบ อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้ ซึ่งเนื้อช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสไม่หวาน



    กูแวร์ตูร์
ช็อกโกแลตชนิดกูแวร์ตูร์ (couverture) เป็นชนิดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือจะเป็นมันเงา โดยปกติจะมีส่วนผสมของเนยโกโก้อย่างน้อยที่สุด 32% ทำให้มันสามารถคงตัวอยู่ในรูปของไขได้ดีกว่าชนิดเคลือบ ปกติแล้วจะใช้เฉพาะในร้านที่ทำขนมหวานเท่านั้น ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปของส่วนที่เคลือบอยู่ภายนอกผลไม้หรือหุ้มไส้ช็อกโกแลตอยู่ 'มีรสเผ็ด;



    Ganache

ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลักษณะข้นมาก เป็นที่นิยมนำไปทำเค้กช็อกโกแลต Ganache ทำโดยการเทวิปปิงครีมที่นำไปอุ่นลงไปในชอคโกแลตสับในปริมาณที่เท่ากัน ทิ้งไว้สักครู่จนชอคโกแลตเริ่มละลายและคนให้เข้ากัน จะได้ส่วนผสมที่ข้นขึ้น อาจเติมเนยในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเงาให้กับกานาชด้วย



     Confectionery Coating


เป็นช็อกโกแลตที่ใช้เคลือบลูกกวาด โดยนำไปผสมกับน้ำตาล นมผง น้ำมันพืช และสารปรุงแต่งรสชาติต่าง ๆ มีสีสันหลากหลาย ลูกกวาดที่ได้นี้ผงโกโก้จะมีไขมันต่ำ แต่จะไม่มีส่วนผสมของเนยโกโก้ เหมือนชนิดอื่น ๆ จึงแยกออกมาเป็นอีกประเภทหนึ่งได้



       ประโยชน์ของช็อกโกแลต



            เป็นที่ยอมรับกันว่า ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีสารเคมีที่ส่งผลต่อระบบประสาท เล่ากันว่า นักรักชื่อกระฉ่อนโลกอย่างจิอาโคโม คาสซาโนวา (1725-1795) กินช็อกโกแลตก่อนขึ้นเตียงกับผู้หญิงที่หลงเสน่ห์ ด้วยช็อกโกแลตขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารกระตุ้นอารมณ์ใคร่ และผู้หญิงร้อยละ 50 สารภาพว่ากินช็อกโกแลตก่อนเมคเลิฟ

ไม่นานมานี้ มีงานวิจัยที่ศึกษากับเพศชายจำนวน 8000 คนที่สำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ด พบว่า คนที่รับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำมีอายุยืนกว่าคนที่ไม่เคยรับประทานช็อกโกแลต สาเหตุที่กินช็อกโกแลตแล้วอายุยืนอาจเกี่ยวข้องกับ สารโพลีฟีนอลที่มีอยู่จำนวนมากในช็อกโกแลต โพลีฟีนอลเป็นสารที่ช่วยลดอนุมูลอิสระของไลโปโปรตีนความแน่นต่ำ และช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่ความเชื่อดังกล่าวยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่

ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเปรียบเทียบกลุ่มที่รับประทานช็อกโกแลตเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ให้รับประทานช็อกโกแลตเทียม เพื่อทดสอบความจำพบว่า กลุ่มที่กินช็อกโกแลตสามารถจดจำคำพูดและภาพได้ดีกว่า และยังเคลื่อนไหวตอบสนองได้คล่องแคล่วกว่า ปัจจุบันนักวิจัยกำลังทดลองซ้ำเพื่อเปรียบเทียบผลอยู่

การทดลองเหล่านั้นสอดคล้องกับชีวิตของคนที่มีอายุเกินร้อยปีหลายคน ยกตัวอย่าง ฌอง คลามงต์ (1875-1997) และ ซาร่าห์ เคลาส์ (1880-1999) ทั้งสองคลั่งไคล้ช็อกโกแลตมาก คลามงต์ มีนิสัยติดกินช็อกโกแลตอาทิตย์ละสองปอนด์จนกระทั่งแพทย์ต้องแนะนำให้เธอเลิกกินเมื่ออายุได้ 119 ปี สามปีก่อนที่เธอจะลาโลกไปด้วยอายุ 122 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุยืนมักแนะนำให้กินช็อกโกแลตดำแทนขนมหวานมีแคลอรีสูงและนิยมกันมากในอเมริกา

ในอังกฤษ ช็อกโกแลตแท่งสอดใส้คานาบิสนิยมใช้กับผู้ป่วยโรค multiple sclerosis หรือโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ หรือเอ็มเอส เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดกับระบบประสาทส่วนกลางแบบฉับพลัน โรคดังกล่าวมีพัฒนาการอย่างช้าๆ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางสายตา การพูด เมื่อรักษาเฉพาะอาการแล้วอาจเกิดขึ้นอีกได้ และร้ายแรงถึงขั้นอัมพาต ตาบอด และเสียชีวิต

ในช็อกโกแลตมีส่วนประกอบมากกว่า 300 ชนิดที่ต่างกัน เช่นอนันดาไมด์ และเอ็นโดจีนัส คานาบินอยด์ที่พบได้ในระบบประสาท คนที่ไม่เชื่อแย้งว่า หากกินช็อกโกแลตให้ออกฤทธิ์ต่อประสาทได้จริงคงต้องกินกันทีละหลายปอนด์มากถึงเห็นผล และกินมากๆ ยังเสี่ยงเป็นนิ่วด้วย ถึงกระนั้น มีข้อมูลน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ สารสองชนิดของอนันดาไมด์พบอยู่ในช็อกโกแลต ซึ่งเชื่อกันว่ามีผลช่วยยืดความรู้สึกสุขสบายให้ยาวนาน

ช็อกโกแลตยังมีกาเฟอีน แต่ไม่มากนักและยังสามารถหาได้จากแหล่งอื่นที่มีมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ช็อกโกแลตนมมีกาเฟอีนน้อยกว่าดื่มกาแฟชนิดกาเฟอีนต่ำเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ช็อกโกแลตมีสารทริพโทฟาน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญ ทำหน้าที่ควบคุมเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เมื่อร่างกายขับเซโรโทนินออกมาช่วยให้ผ่อนคลายความวิตกกังวลได้

ช็อกโกแลตช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน สารที่คล้ายกับที่ได้จากฝิ่นที่ผลิตขึ้นเองในร่างกาย เมื่อร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินจะช่วยลดความเจ็บปวดได้ บางครั้งเชื่อว่า เอ็นดอร์ฟินมีส่วนช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและสงสัยกันว่าเป็นตัวที่ทำให้คนบางคนถึงขนาดติดช็อกโกแลตงอมแงม


Valentine's gift กับ 10 อันดับ ช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก
 

เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ นอกจากดอกกุหลาบหรือดอกไม้ตัวแทนความรักแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นึกถึงกันเป็นอันดับต้นๆเลยก็คือ ช็อกโกแลต โดยเฉพาะสาวๆที่มักจะมอบช็อกโกแลตให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตแท่งแบบเพียวๆ หรือจะเป็นผลไม้ชุบช็อกโกแลตมาในแพ็คเกจน่ารักสดใส...แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน แค่ใส่หัวใจลงไปด้วย เท่านี้คนรับก็ดีใจแล้วค่ะ และเพื่อเพื่อนๆชาว travel.truelife เรามี 10 อันดับช็อกโกแลตที่จัดได้ว่าดีที่สุด อร่อยที่สุดในโลก มามอบให้ในวันแห่งความรัก 2013 นี้ค่ะ



Photograph by Everjean, Flickr



1.Teuscher (ซูริก, สวิตเซอร์แลนด์)

Photograph by Maako Tazawa, Flickr

Teuscher ช็อกโกแลตที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่มากว่า 70 ปีในเมืองเล็กๆท่ามกลางสวิสแอลป์ Dolf Teuscher ได้เสาะหาโกโก้ที่ดีที่สุด ,มาร์ซิแพน, ผลไม้, ถั่ว และส่วนผสมอื่นๆ เพื่อที่จะนำมาทำขนมของเขาเอง หลังจากนั้นการผสมผสานและความชำนาญของเขาได้กลายเป็นสูตรที่มีชื่อเสียงอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบัน Teuscher ในซูริกมีช็อกโกแลตกว่า 100 ชนิด ตั้งแต่สูตรดั้งเดิมในรุ่นพ่อมาจนถึงสูตรใหม่ๆในยุคสมัยของลูกชาย อย่างไรก็ตาม จุดพิเศษของ Teuscher ที่ทำให้ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดและแพงที่สุดก็คือ การใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีและสารกันบูดเจือปนเลย



(ราคา 55.44 ยูโร)



2. Vosges Haut-Chocolat (ชิคาโก, อิลลินอยส์, สหรัฐอเมริกา)

Katrina Markoff  ผู้เป็นเจ้าของและนักเชี่ยวชาญเรื่องช็อกโกแลต ได้คัดสรรเครื่องเทศหายากจากทั่วโลก, ดอกไม้ และช็อกโกแลตมาผสมผสานจนได้ Vosges ที่กลายเป็นช็อคโกแลตที่ดีที่สุด


(ราคา 60 ดอลล่าร์)





3. Scharffen Berger Chocolate Maker, Inc. (เบิร์กเลย์, แคลิฟอเนีย, สหรัฐอเมริกา)

Photograph by John Loo, Flickr

Scharffen Berger Chocolate Maker คือ ผู้ผลิตช็อคโกแลตชั้นนำ ขึ้นชื่อในเรื่องดาร์กช็อกโกแลตเป็นพิเศษ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตจะมีความพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ช็อกโกแลตที่มีรสชาติไม่เหมือนใคร อีกทั้งถั่วและส่วนผสมต่างๆก็มีที่มาแตกต่างกัน นั่นทำให้ได้ช็อกโกแลตที่มีความหลากหลาย


 (ราคา 4.95 ดอลล่าร์)



4. Jacques Torres Chocolate (นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา)

เมื่อคุณก้าวเข้าไปใน Jacques Torres Chocolate คุณจะรู้สึกราวกับว่า ได้ก้าวเข้าไปในร้านยุโรปเล็กๆสุดพิเศษ ลูกค้าหลายๆคนเปรียบเทียบว่านี่คือภาพยนตร์เรื่อง "Chocolat"  Jacques มีความเชี่ยวชาญในเรื่องช็อกโกแลตสด คุณจะนั่งจิบช็อกโกแลตอุ่นๆในร้าน หรือจะซื้อกลับไปอร่อยที่บ้านก็ได้


(ราคา 19.20 ดอลล่าร์)



5.  Norman Love Confections (ฟลอริด้า, สหรัฐอเมริกา)

"ช็อกโกแลตคือที่รักของฉัน" นี่คือคำกล่าวของ Norman Love คนที่ฝันว่าจะทำช็อกโกแลตให้สวยงามและมีความอร่อย  ความรักรวมเข้ากับเทคนิคอันสมบูรณ์แบบ พร้อมกับการดีไซน์ลูกอมออกเป็นรูปแบบต่างๆ แล้วใส่ลงในแม่พิมพ์ที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตชั้นเยี่ยมซึ่งนำเข้าจากประเทศเบลเยี่ยม, ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ การใช้วัตถุดิบสดใหม่ ทำให้ Norman Love Confections เป็นที่รักของคนเลิฟช็อกโกแลต


(ราคา 21.00 ดอลล่าร์)


6. Valrhona (ฝรั่งเศส)

Photograph by Everjean, Flickr

Valrhona ผลิตช็อคโกแลตอันยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ 1922 ด้วยเมล็ดโกโก้ที่สั่งตรงมาจากสวนชั้นนำในอเมริกาใต้, แคริบเบียน และภูมิภาคแปซิฟิก ช็อคโกแลตสไตล์ฝรั่งเศสมีวางจำหน่ายอย่างหลากหลาย แต่สำหรับ Valrhona ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในช็อกโกแลตที่เหมือนไวน์






7. Godiva Chocolatier (บรัสเซลส์, เบลเยียมและทั่วโลก)

Photograph by Everjean, Flickr

ช็อคโกแลต Godiva มีจุดเริ่มต้นจากปี 1920 ในทำการ workshop ของหวานโดยครอบครัว Draps....Pralines (ถั่วเคลือบด้วยน้ำตาลหรือคาราเมล) ของพวกเขาที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตถูกวางจำหน่ายทั่วไปในเบลเยี่ยม หลังจากนั้น Joseph Draps ในวัย 14 ปีก็เดินเข้าสู่ธุรกิจของครอบครัว ด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว เขาได้พัฒนาทั้งความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ทำช็อกโกแลตพร้อมทั้งบรรจุใส่กล่องสีทอง จนกลายเป็นที่จดจำว่านี่แหละคือ  Godiva





8. Richard Donnelly Fine Chocolates (ซานตาครูซ, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา)

Richard Donnelly ใช้ช็อกโกแลตเบลเยี่ยมและฝรั่งเศส มาผสมผสานกับส่วนผสมอย่าง ลาเวนเดอร์, ชิโพเทล (Chipotle),  ซาฟฟรอน (saffron), กระวาน และชาชั้นเยี่ยม  นวัตกรรมดังกล่าวช่วยให้ Donnelly ชนะรางวัล Best Artisan award ในเทศกาลช็อคโกแลต Euro Chocolate Festival ที่เปรูจา ประเทศอิตาลี เพียงสิบปีหลังจากที่เขาเปิดร้าน






9. Richart (ปารีส, ฝรั่งเศส)

Richart พัฒนาและทดสอบโดยครอบครัว Richart ซึ่งได้รับรางวัลเกียรติยศอันสูงสุดของฝรั่งเศสในสาขาการทำลูกกวาด  Richart จะมุ่งเน้นพัฒนารสชาติให้ดีขึ้น และดีไซน์อันโดดเด่น เพียงแค่เปิดฝากล่องคุณจะได้พบกับช็อกโกแลตที่วาดลวดลายสีสันงดงามละลานตาเลยล่ะ



10. Puccini Bomboni  (อัมสเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์)

Photograph by Namealus, Flickr

เมื่อคุณไปอัมสเตอร์ดัม ไม่ควรพลาดไปลิ้มรสช็อกโกแลตที่เรียกได้ว่าดีที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ Puccini Bomboni เป็นทั้งคาเฟ่และร้านอาหารที่ทำช็อกโกแลตขึ้นเอง และไม่ส่งขายให้ที่อื่น ที่นี่เป็นแหล่งรวมความแปลกใหม่ของช็อกโกแลตที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศและวัตถุดิบสดใหม่เป็นพิเศษ




เรื่องโดย : อุมัย
แปล/เรียบเรียงจาก http://intelligenttravel.nationalgeographic.com



เมื่อพูดถึงช็อคโกแล็ต คนส่วนใหญ่ชอบกินกัน คนที่ไม่ชอบก็มักบอกว่า มันกินแล้วอ้วน ไม่มีประโยชน์ และยังทำให้ฟันผุด้วย เมื่อก่อนเราก็ไม่ชอบเหมือนกาน แต่เดี่ยวนี้ขาดไม่ได้เลยอ่ะ รู้สึกว่าทำให้สมองของเราแล่นดีอ่ะ (คิดไปเองมั้ง???) แต่รู้มั้ยว่าช็อคโกแล็ตเหล่านี้ มีประโยชน์มากมาย ถ้าเรากินในปริมาณที่เพียงพอ ไม่มากเกินไป จนเป็นไขมันสะสมเป็นปัญหาให้กับเรา และเราก็ต้องรู้จักเลือกช็อคโกแล็ตตามส่วนผสมด้วย มีคนเคยบอกว่า ช็อคโกแล๊ตที่มีคุณภาพดี ไม่มีไขมัน กินวันละเม็ดจะช่วยบำรุงหัวใจได้ ต้องมีส่วนผสมเป็นช็อคโกแล๊ตแมสซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ในบ้านเรามีแต่ส่วนผสมที่เป็นพาวด์เดอร์ซะเป็นส่วนใหญ่ เราจึงควรเลือกซื้อตามส่วนผสมด้วย จะได้มีประโยชน์ต่อเรา ประโยชน์จากช็อคโกแล๊ต
1.ช็อคโกแลตเป็นมิตรกับฟัน 
แม้ว่าของหวานจะเป็นตัวการทำให้ฟันผุ แต่สำหรับช็อคโกแลตนั้นเป็นข้อยกเว้น
เพราะช็อคโกแลต ละลายได้ในน้ำลาย จึงไม่เหลือคราบติดที่ฟัน
และยังมีกรดแทนนินซึ้งช่วยยับยั้ง การเกิดแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุด้วย

แต่ก็ควรกินในปริมาณที่พอเพียงก็น่าจะดีกว่านะเพื่อนๆ
 

2.เป็นยาคลายเครียด
ช็อคโกแลตมีสารกระตุ้นระบบประสาท ทำให้สมองผ่อนคลาย
และยังมีเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสร้างความสุข
ทำให้อารมณ์ดี ยิ่งกินยิ่ง Happy


3.ดีต่อหัวใจ
ในช็อคโกแลตมีสาร โพลีฟีนอล เป็นสารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ 
และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดี โดยสารโพลีฟีนอลมีอยู่มากที่สุด
ในช็อคโกแลตร้อน โกโก้ รองลงมาคือช็อคโกแลตดำ และช็อคโกแลตรสนม


4. มีไขมันอิ่มตัว
ปกติไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันร้าย ที่เป็นอัตรายต่อร่างกาย 
ทำให้ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดสูง
แต่ยกเว้นไขมันในข็อคโกแลต 
ถึงแม้จะเป็นไขมันอิ่มตัวเหมือนกัน แต่นักวิจัยยืนยันว่า..........
ไม่มีผลต่อระดับคอเรสเตอรอลเลย.....อัศจรรย์ไหมละ !!!!!!!!!



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น